คุณแม่หลายท่านรู้จักวิตามิน D3 ที่ช่วยดูดซึมแคลเซียม แต่ยังไม่รู้ว่ามีสารอาหารอีกตัวที่ทำหน้าที่ “ส่งแคลเซียมเข้ากระดูก” โดยเฉพาะ นั่นคือวิตามิน K2 บทความนี้จะอธิบายว่า K2 คืออะไร และทำไม D3 กับ K2 ถึงต้องทำงานร่วมกัน
วิตามิน K2 แตกต่างจาก K1 อย่างไร
วิตามิน K มี 2 รูปแบบหลัก K1 (phylloquinone) พบในผักใบเขียว ทำหน้าที่เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด ส่วน K2 (menaquinone) พบในอาหารหมักและผลิตภัณฑ์นม K2 มีบทบาทเฉพาะในการนำแคลเซียมเข้าสู่กระดูกและฟัน และป้องกันไม่ให้แคลเซียมไปสะสมในหลอดเลือดหรืออวัยวะที่ไม่ต้องการ
กลไกที่ D3 และ K2 ต้องทำงานร่วมกัน
วิตามิน D3 กระตุ้นให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้ได้มากขึ้น แต่ถ้าขาด K2 แคลเซียมส่วนหนึ่งอาจวนเวียนอยู่ในกระแสเลือดโดยไม่ถูกนำไปใช้ที่กระดูก K2 กระตุ้น osteocalcin ซึ่งเป็นโปรตีนในกระดูกให้ทำงาน ช่วยให้แคลเซียมถูกยึดเกาะในกระดูกได้ดีขึ้น จึงทำให้กระดูกมีความหนาแน่นและแข็งแรงขึ้น
แหล่งวิตามิน K2 ในอาหาร
- นัตโตะ (ถั่วเหลืองหมัก) แหล่งวิตามิน K2 สูงที่สุดในธรรมชาติ
- ชีสและเนยแข็ง โดยเฉพาะชีสจากยุโรป
- ไข่แดงและตับไก่ มีวิตามิน K2 ในระดับปานกลาง
- อาหารหมัก เช่น กิมจิ ผักดอง ที่ผ่านกระบวนการหมักด้วยแบคทีเรีย
K2 ในผลิตภัณฑ์โภชนาการเพื่อกระดูก
UniGrow Optipro มีระบบ CPP-D3-K2 ที่รวมวิตามิน K2 เข้ากับ D3 และ CPP (Casein Phosphopeptide) เพื่อช่วยสนับสนุนการดูดซึมแคลเซียมและการพัฒนาของกระดูก ควบคู่กับ Aquamin F แคลเซียมจากสาหร่ายแดง และ Bonepep™ Collagen Peptide เป็นทางเลือกหนึ่งด้านโภชนาการสำหรับเด็กในวัยเจริญเติบโต
คำถามที่พบบ่อย
วิตามิน K2 ปลอดภัยสำหรับเด็กไหม?
วิตามิน K2 มีความเป็นพิษต่ำมาก ต่างจาก K1 ที่อาจมีปัญหาหากได้รับมากเกินไป อย่างไรก็ตาม ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมกับวัย และปรึกษาแพทย์ก่อนเสริมให้เด็ก
กินผักเยอะ K2 พอไหม?
ผักให้ K1 เป็นหลัก ไม่ใช่ K2 หากต้องการ K2 ต้องเน้นอาหารหมักหรือผลิตภัณฑ์จากนม
ต้องกิน D3 และ K2 พร้อมกันไหม?
ไม่จำเป็นต้องกินพร้อมกันในมื้อเดียว แต่ได้ทั้งสองอย่างในแต่ละวันก็เพียงพอ ผลิตภัณฑ์บางชนิดรวมทั้งสองไว้ในตัวเดียวเพื่อความสะดวก
วิตามิน K2 เป็น “คู่หู” ที่ขาดไม่ได้ของวิตามิน D3 สำหรับสุขภาพกระดูก การดูแลให้ลูกได้รับทั้งสองอย่างเพียงพอร่วมกับแคลเซียม จะช่วยให้กระดูกของลูกได้รับสารอาหารที่ต้องการอย่างครบถ้วน
เนื้อหานี้เรียบเรียงโดยอ้างอิงข้อมูลด้านโภชนาการและการเจริญเติบโตของเด็กจากหน่วยงานด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ:
- กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
- ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
- องค์การอนามัยโลก (WHO) — มาตรฐานการเจริญเติบโตของเด็ก
หมายเหตุ: ข้อมูลในบทความมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับพัฒนาการของบุตรหลาน ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการ


